Monday, April 7, 2025

สารนิทัศประเมินเด็กได้จริงหรือ 19/มีนาคม/68




สรุป สารนิทัศน์ (Portfolio) เป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินการเรียนรู้ของเด็ก โดยจะบันทึกผลงานและกิจกรรมต่างๆ ของเด็กตลอดเวลา เพื่อสะท้อนถึงพัฒนาการและความสามารถของเด็กในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเรียนรู้ที่เป็นกระบวนการต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประเมินได้เห็นภาพรวมของพัฒนาการเด็กในระยะยาวมากกว่าการประเมินจากผลการทดสอบในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงครั้งเดียว
 การสะท้อนหรือการไตร่ตรองสารนิทัศน์ เป็นการสะท้อนที่มีความหมายต่อกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่คำ นึ่งถึงวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ดังนั้นการใช้คำหรือข้อความที่สะท้อนผลงานในสารนิทัศน์   จึงควรเป็นการสะท้อนกระ บวนการเรียนรู้ที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวัดและประเมินพัฒนา การเด็กปฐมวัย

 

Tuesday, April 1, 2025

การเรียนครั้งที่14

 


  • สัมมนาเชิงปฏิบัติการ "สร้างสรรค์ 3 มิติในโลกกราฟฟิก" มุ่งเน้นการสอนและฝึกทักษะการออกแบบกราฟิก 3 มิติ โดยให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เด็กปฐมวัยสามารถเรียนรู้และเข้าใจการออกแบบในรูปแบบ 3 มิติได้อย่างสนุกสนาน ผู้สอนสามารถนำกิจกรรมที่สร้างขึ้นไปปรับใช้ในการเรียนการสอนในอนาคตเพื่อพัฒนา ทักษะการคิดสร้างสรรค์ และ การใช้เทคโนโลยี ของเด็กเด็กจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณค่า ผ่านกิจกรรมที่เสริมสร้างทั้ง ทักษะเชิงวิทยาศาสตร์ และ การคิดแก้ปัญหา






  • ลักษณะทั่วไปของ Gen Z:

    • อายุ: Gen Z คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 2540 ถึง 2552 (ประมาณปี 1997-2012) ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ปัจจุบันอยู่ในช่วงวัยเรียนหรือกำลังก้าวเข้าสู่การทำงาน

    • ลักษณะพฤติกรรม: Gen Z เติบโตในยุคดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต เป็นรุ่นที่ใช้เทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยมักมีการเชื่อมต่อออนไลน์ตลอดเวลา

  • เทคโนโลยีที่เติบโตมาพร้อมกับ Gen Z:

    • สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย: พวกเขาเติบโตมากับสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลและข่าวสารที่ทันสมัยผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น Instagram, Facebook, Twitter, TikTok และ Snapchat

    • การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล: การใช้ข้อความ (Texting) และวิดีโอคอล เช่น Facebook Messenger, WhatsApp และการส่งข้อความผ่าน Instagram หรือ TikTok เป็นวิธีการสื่อสารที่พวกเขาคุ้นเคย

  • สไตล์การแต่งตัวของ Gen Z:

    • Normcore: Gen Z นิยมสไตล์การแต่งตัวที่เรียบง่ายและสะดวกสบาย ไม่เน้นแบรนด์หรือความหรูหรา เช่น การใส่เสื้อผ้าที่ไม่มีโลโก้หรือเป็นสไตล์พื้นฐาน (Basic) และเน้นความสะดวกในการใช้งาน

    • แฟชั่น Y2K: สไตล์แฟชั่นจากยุค 2000 ที่กลับมาได้รับความนิยม เช่น เสื้อผ้าทรงหลวม กางเกงยีนส์ขาบาน และเสื้อยืดลายกราฟิก ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเทรนด์แฟชั่นในช่วงปี 2000

  • การแสดงออกถึงตัวตนของ Gen Z:

    • เสื้อผ้ามือสองและ DIY: Gen Z มักเลือกเสื้อผ้าที่สะท้อนถึงตัวตนและความคิดสร้างสรรค์ เช่น เสื้อผ้ามือสองจากร้านขายของเก่า หรือการทำเสื้อผ้าด้วยตัวเอง (DIY) ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นตัวของตัวเองและการต่อต้านการบริโภคแบบมวลชน

    • การแสดงออกผ่านโซเชียลมีเดีย: พวกเขามักใช้โซเชียลมีเดียเพื่อแสดงออกถึงความคิดเห็นและความสนใจต่างๆ เช่น การแบ่งปันงานศิลปะ หรือการแต่งตัวในแบบที่สะท้อนถึงค่านิยมและตัวตน

  • การใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย:

    • TikTok และ Instagram: เป็นแพลตฟอร์มที่ Gen Z นิยมใช้ในการสื่อสารและแบ่งปันข้อมูล โดยเฉพาะ TikTok ที่มีฟีเจอร์วิดีโอสั้นและท้าทายที่ตอบโจทย์ความสนใจของพวกเขา

    • สื่อสารและรับข้อมูล: Gen Z ใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อรับข้อมูล ข่าวสาร และความบันเทิง ซึ่งสะดวกและเข้าถึงได้ง่าย

  • ความคาดหวังในการทำงานของ Gen Z:

    • การทำงานที่ยืดหยุ่น: Gen Z มักจะให้ความสำคัญกับการทำงานที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับการใช้ชีวิตที่สมดุล พวกเขามักสนใจในโอกาสทำงานจากที่บ้าน (remote work) หรือการทำงานที่สามารถปรับเวลาได้

    • ความสำคัญกับค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร: พวกเขามักให้ความสำคัญกับองค์กรที่มีค่านิยมที่ตรงกับความเชื่อและความมุ่งมั่นของตัวเอง เช่น ความหลากหลาย (Diversity), การสนับสนุนสิทธิมนุษยชน, และการสร้างสังคม

  • การเรียนครั้งที่13


     

    1. การคิดเชิงตรรกะ: เด็กๆ จะได้เรียนรู้การคิดอย่างมีระเบียบ เช่น การแยกแยะสิ่งของตามลักษณะต่างๆ และการทำกิจกรรมที่ช่วยฝึกทักษะการคิดเชิงตรรกะ เช่น การจับคู่รูปภาพหรือการทำกิจกรรมตามลำดับ

    2. การแก้ปัญหา: ผ่านเกมและกิจกรรมที่ท้าทายเด็กให้คิดหาวิธีแก้ไข เช่น การแก้ปริศนา หรือการหาวิธีทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ

    3. การสร้างสรรค์: การใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เช่น การสร้างรูปภาพหรือโปรเจคเล็กๆ จากบล็อก เพื่อฝึกทักษะการคิดสร้างสรรค์

    4. การใช้เทคโนโลยี: สอนเด็กๆ ให้คุ้นเคยกับการใช้แอปพลิเคชันที่เหมาะสมกับวัย เช่น Scratch Junior ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยสอนการเขียนโปรแกรมพื้นฐาน

    5. การทำงานเป็นกลุ่ม: เด็กๆ จะได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันในกลุ่ม เช่น การช่วยกันสร้างเกมหรือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน

    การนำความรู้จากโครงการ "Coding คิดได้เล่น" ไปใช้ในการสอนเด็กอนุบาลจะช่วยเสริมสร้างทักษะทางความคิด การแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีม ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับวัย

    Wednesday, March 19, 2025

    การเรียนครั้งที่12

     


    โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ STEM FUN & LEARN: สนุกคิดสนุกสร้าง เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะและความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานและมีส่วนร่วม เพื่อกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้และสนุกกับการคิด การสร้าง และการทดลองด้วยตัวเอง

    1. วิทยาศาสตร์ (Science): การเรียนรู้เกี่ยวกับโลกและธรรมชาติ เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เป็นต้น

    2. เทคโนโลยี (Technology): การศึกษาเกี่ยวกับเครื่องมือและเครื่องจักรที่ช่วยในการพัฒนาชีวิตประจำวัน รวมถึงการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ

    3. วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering): การออกแบบและสร้างสิ่งต่าง ๆ ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เช่น การสร้างสะพาน รถยนต์ หรือเครื่องจักรต่าง ๆ

    4. คณิตศาสตร์ (Mathematics): การใช้คณิตศาสตร์ในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น การคำนวณ การใช้สมการ และการวิเคราะห์ข้อมูล

    ความสำคัญของ STEM:

    • ช่วยพัฒนา ทักษะการคิดวิเคราะห์ และ การแก้ปัญหา ที่จำเป็นในการเผชิญกับปัญหาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    • กระตุ้นให้เกิด ความคิดสร้างสรรค์ และ การทำงานเป็นทีม

    • สร้างความเข้าใจและ การประยุกต์ใช้ความรู้ ในชีวิตจริงและอาชีพ

    • เตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนในด้าน อาชีพในอนาคต ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ

    Wednesday, March 12, 2025

    การเรียนครั้งที่11

     



    ทักษะ EF (Executive Function) หรือทักษะการควบคุมการทำงานทางสมอง คือ กลุ่มทักษะที่สำคัญในการคิด การตัดสินใจ และการควบคุมพฤติกรรมของตัวเองในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยทักษะ EF จะช่วยให้บุคคลสามารถตั้งเป้าหมาย วางแผน และจัดการกับการกระทำของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    1. ความหมายของทักษะ EF

    ทักษะ EF หมายถึง กลุ่มทักษะทางจิตที่เกี่ยวข้องกับการคิด การควบคุมการกระทำ การตัดสินใจ และการวางแผน ทักษะเหล่านี้มีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การควบคุมอารมณ์ การวางแผน การตัดสินใจ การจัดการเวลา การแก้ปัญหา และการคำนึงถึงผลลัพธ์ของการกระทำต่าง ๆ

    2. ความสำคัญของทักษะ EF

    ทักษะ EF สำคัญอย่างยิ่งในหลายด้าน เช่น

    • ช่วยในการตัดสินใจที่ดี

    • ช่วยให้สามารถจัดการกับความเครียดและอารมณ์ได้

    • ช่วยในการตั้งเป้าหมายและการวางแผน

    • ช่วยพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการแก้ปัญหา

    • ทักษะ EF มีบทบาทในด้านการศึกษาและการทำงาน เพราะสามารถช่วยให้คนมีความรับผิดชอบมากขึ้นในสิ่งที่ทำ

    3. องค์ประกอบของทักษะ EF

    ทักษะ EF สามารถแบ่งออกเป็นหลายองค์ประกอบหลัก ได้แก่

    • การควบคุมตนเอง (Self-regulation): การควบคุมพฤติกรรม การรับมือกับอารมณ์ และการตั้งเป้าหมาย

    • การวางแผนและการจัดระเบียบ (Planning and Organization): การตั้งเป้าหมายระยะยาวและการวางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

    • การตัดสินใจ (Decision-making): การเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดจากหลายตัวเลือก

    • การยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility): การปรับตัวเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ ๆ หรือเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด

    • ความสามารถในการจดจำงานที่ต้องทำ (Working Memory): การเก็บข้อมูลที่สำคัญเพื่อใช้ในการตัดสินใจหรือแก้ปัญหา

    4. การนำองค์ประกอบของทักษะ EF ไปใช้ในกิจกรรม

    การออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับทักษะ EF จะช่วยเสริมสร้างทักษะเหล่านี้ได้ เช่น การใช้กิจกรรมที่ต้องใช้การวางแผน การจัดระเบียบ การตัดสินใจ หรือการจัดการอารมณ์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงและการสอนในอนาคตได้

    Wednesday, March 5, 2025

    การเรียนครั้งที่10



     การจัดสัมมนาครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจและมีประโยชน์มากๆ ค่ะ การนำภาษาอังกฤษมาประยุกต์ใช้ในการสอนเด็กปฐมวัยเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะมันช่วยให้เด็กๆ สามารถเรียนรู้คำศัพท์และประโยชน์จากภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่ยังเล็ก นอกจากการเรียนรู้คำศัพท์แล้ว กิจกรรมต่างๆ ที่มีความสนุกสนานและกระตุ้นการคิดของเด็ก เช่น การจัดกิจกรรม "อักษรสัมพันธ์" ก็เป็นวิธีที่ดีในการทำให้เด็กๆ รู้จักและจดจำคำศัพท์ใหม่ๆ

    กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเด็กส่วนใหญ่ชอบสัตว์และสามารถเชื่อมโยงคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น การใช้กิจกรรมที่มีความสนุกและมีประสบการณ์จริงในการเรียนรู้ก็ช่วยให้เด็กเข้าใจและจดจำได้ดียิ่งขึ้น

    Saturday, March 1, 2025

    การเรียนครั้งที่9




     การสัมมนาครั้งนี้ที่เกี่ยวกับโครงการ "บ้านนักวิทยาศาสตร์" ถือเป็นโอกาสที่ดีในการส่งเสริมความสนใจและความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับปฐมวัย โดยมุ่งเน้นที่การเรียนรู้ที่ไม่ใช่แค่การอ่านหรือการฟังเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทดลองและการคิดอย่างนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญดังนี้:
    1. ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กระดับชั้นปฐมวัยได้มีประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์
      การทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ในช่วงวัยนี้จะช่วยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ในเรื่องต่างๆ เช่น ธรรมชาติ, การเปลี่ยนแปลง, หรือปฏิกิริยาทางเคมีผ่านการทดลองที่สนุกสนาน

    2. ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กระดับปฐมวัยได้ฝึกการสังเกตและคิดหาคำตอบด้วยตนเอง
      การสอนให้เด็กคิดหาคำตอบจากการสังเกตและการทดลองเป็นวิธีที่ดีในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การตั้งคำถาม และการหาคำตอบ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการฝึกทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    3. วางรากฐานระยะยาวในการสร้างนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ
      การปลูกฝังความรักและความสนใจในวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็กจะเป็นการสร้างรากฐานให้กับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรในอนาคต ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญในอนาคต

    4. พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์โดยใช้สื่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
      การใช้สื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมและสนุกสนานสามารถช่วยให้การเรียนวิทยาศาสตร์มีความน่าสนใจและเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น เช่น การใช้เครื่องมือทดลองที่เหมาะสม การสร้างกิจกรรมที่ให้เด็กๆ ได้ลงมือทำจริง



    Tuesday, February 18, 2025

    การเรียนครั้งที่8




     การสัมมนาครั้งนี้เกี่ยวกับ "แก้ปัญหาสร้างสรรค์ ไม่ตกเทรนด์" ถือเป็นการเรียนรู้ที่มีประโยชน์มาก เพราะได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการในการแก้ปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    การแก้ปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์ตามกระบวนการ 5 ขั้นตอนนี้ช่วยให้เรามีแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ:

    1. การเข้าถึงปัญหา – ขั้นตอนแรกคือการทำความเข้าใจและรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยให้เรามองเห็นปัญหาจากหลายมุมและเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริง

    2. การคิดวิธีการแก้ไขปัญหา – หลังจากที่เรามีความเข้าใจในปัญหาแล้ว ขั้นตอนนี้คือการระดมความคิดและเสนอแนวทางใหม่ๆ หรือวิธีการที่ไม่เคยลองมาก่อนเพื่อแก้ไขปัญหานั้นๆ

    3. การเลือกและเตรียมการ – เมื่อได้หลายแนวทางแล้ว ขั้นตอนนี้คือการเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด และเตรียมการให้พร้อมทั้งในด้านทรัพยากรและความรู้ที่จำเป็นในการดำเนินการ

    4. การวางแผนแก้ปัญหา – ขั้นตอนนี้จะเน้นที่การจัดทำแผนการปฏิบัติการที่มีความละเอียดและชัดเจน เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    5. การลงมือปฏิบัติ – ขั้นตอนสุดท้ายคือการลงมือทำตามแผนที่วางไว้ โดยต้องมีความมุ่งมั่นและความสามารถในการปรับตัวตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

    Wednesday, February 12, 2025

    การเรียนครั้งที่7


     


    การจัดสัมมนาครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้และทดลองกับ "Loose parts play" ซึ่งเป็นการเล่นที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการแก้ปัญหาของเด็กๆ โดยการใช้วัสดุที่สามารถเคลื่อนย้ายได้จากสิ่งของในชีวิตประจำวัน เช่น วัสดุอุปกรณ์เหลือใช้หรือสิ่งของจากธรรมชาติ เช่น กิ่งไม้ หิน พลาสติก ชิ้นส่วนจากของเก่า เป็นต้น

    การที่เพื่อนๆ ได้จัดกิจกรรมโดยการให้โจทย์ให้เลือกวัสดุ 4 ชิ้นและนำมาประดิษฐ์เป็นสิ่งต่างๆ ถือเป็นวิธีที่ดีในการกระตุ้นให้ทุกคนใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้ การรวมกลุ่มเพื่อทำชิ้นงานใหญ่ยังช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกัน การแบ่งปันความคิด และการเรียนรู้จากการทำงานร่วมกันในกลุ่มอีกด้วย

    กิจกรรมแบบนี้ไม่เพียงแค่ส่งเสริมทักษะทางความคิดและการใช้วัสดุอย่างคุ้มค่าเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการใช้วัสดุที่มีอยู่แล้วและสามารถนำมาใช้ใหม่ในรูปแบบที่มีประโยชน์มากขึ้น


    Wednesday, February 5, 2025

    การเรียนครั้งที่ 6



     การจัดสัมมนาครั้งนี้ การจัดสัมมนาในหัวข้อ "สร้างนวัตกรรมน้อย ด้วย GPASS 5 STEP" เน้นการใช้กรอบการคิดที่มีระบบเพื่อการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในทางวิชาชีพ โดย GPASS 5 STEP เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะในการคิด วิเคราะห์ และประยุกต์ใช้ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เราสามารถเพิ่มเติมเนื้อหาในแต่ละขั้นตอนของ GPASS 5 STEP เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นดังนี้:
    1. GATHERING (การรวบรวมและเลือกข้อมูล)
      ขั้นตอนนี้มุ่งเน้นที่การรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องและมีความสำคัญสำหรับการพัฒนาแนวคิดหรือโครงการที่ต้องการดำเนินการ การเลือกข้อมูลที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์มีความสำคัญ เพื่อให้สามารถนำมาวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ได้ในขั้นตอนถัดไป

    2. PROCESSING (การจัดกระทำข้อมูล)
      ขั้นตอนนี้จะเป็นการนำข้อมูลที่รวบรวมมามาจัดการและวิเคราะห์ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยการทำความเข้าใจในบริบทของข้อมูลนั้นๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำไปใช้ในลำดับถัดไป ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการทำงานในแต่ละกรณี

    3. APPLYING (การประยุกต์ใช้ความรู้)

      • A1: Applying and Constructing the Knowledge
        ในขั้นตอนนี้นักเรียนจะต้องนำความรู้ที่ได้รับมาปฏิบัติจริง โดยการสร้างความรู้ใหม่จากสิ่งที่ได้เรียนรู้และสรุปผลจากการทำกิจกรรมหรือการปฏิบัติจริง ซึ่งจะช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

      • A2: Applying the Communication Skill
        เป็นการใช้ทักษะการสื่อสารในการถ่ายทอดความรู้และการนำเสนอ เพื่อให้ผู้ฟังหรือผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม

    4. SELF-REGULATING (การกำกับตนเอง หรือ การเรียนรู้ได้เอง)
      การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่สามารถจัดการและควบคุมการเรียนรู้ของตัวเองได้สำคัญมากในกระบวนการนี้ นักเรียนต้องรู้จักประเมินตัวเอง รับรู้ข้อผิดพลาด และปรับปรุงวิธีการเรียนรู้เพื่อให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว

    การเข้าใจและใช้กระบวนการเหล่านี้จะช่วยให้สามารถพัฒนาและสร้างนวัตกรรมในทางวิชาชีพได้มากขึ้น และสร้างการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ซึ่งในสัมมนาครั้งนี้การอธิบายและการประยุกต์ใช้ขั้นตอนต่างๆ ผ่านกิจกรรมหรือการอภิปรายอาจช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    Wednesday, January 29, 2025

    การเรียนครั้งที่5


     



    สำหรับการพูดคุยเกี่ยวกับการจัดทำสัมมนาของกลุ่มแรกนั้น คาดว่ามีการพิจารณาความคืบหน้าในการดำเนินงาน และเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดสัมมนาอย่างครบถ้วนในส่วนต่างๆ เช่น การเตรียมเนื้อหาและการจัดการกับเทคโนโลยีที่จะใช้ในการนำเสนอ นอกจากนี้ยังมีการเตือนกลุ่มอื่นๆ ที่ยังไม่ได้จัดกิจกรรมสัมมนาให้เตรียมตัวอย่างละเอียดและมีข้อมูลเนื้อหาที่เหมาะสมเพื่อให้การจัดสัมมนามีประสิทธิภาพ

    Saturday, January 18, 2025

    การเรียนครั้งที่4


     

    วันที่จัดสัมมนา
    1.ฟาร์เดียน อีเอฟ (วันที่ 06/03/68)
    2.น้ำเฟิร์น ความคิดสร้างสรรค์(วันที่31/03/68)
    3.เจน กราฟฟิก (วันที่27/03/68)
    4.มิ้ว แก้ปัญหา (วันที่13/02/68)
    5.ฟลุ๊ค อังกฤษ (วันที่27/02/68)
    6.เดล ทีเพส (วันที่30/01/67)
    7.เตย สารานิทัส (วันที่13/03/68)
    8.ต้อง โค้ดดิ้ง (วันที่20/03/68)
    9.ปราง ลุสพาส (วันที่06/02/68)
    10.พลอย สเต็ม (วันที่01/04/68)
    11.เจิน บ้านนักวิทยาศาสตร์ (วันที่20/02/68)

    Wednesday, December 25, 2024

    การเรียนครั้งที่3

     

    หัวข้อเกี่ยวกับ "สารนิทัศน์" สำหรับการทำสัมมนา คุณอาจจะต้องศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับสารนิทัศน์ในหลากหลายแง่มุมที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเด็กในระดับอนุบาลได้ โดยสารนิทัศน์อนุบาลจะเกี่ยวข้องกับแผนการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนาเด็กในด้านต่างๆ

    แนวทางการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อ "สารนิทัศน์" สำหรับกลุ่มของคุณ

    1. ความหมายของสารนิทัศน์อนุบาล:

      • สารนิทัศน์อนุบาล คือ เอกสารหรือแผนการเรียนการสอนที่ใช้ในการพัฒนาเด็กในระดับอนุบาล เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ เช่น การสื่อสาร การคิด การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการพัฒนาทักษะทางร่างกาย โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่นและกิจกรรมที่สนุกสนาน

    2. ความสำคัญของสารนิทัศน์อนุบาล:

      • การสร้างพัฒนาการที่สมดุลทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา

      • การเตรียมความพร้อมให้เด็กเข้าสู่การศึกษาระดับที่สูงขึ้น

      • ช่วยพัฒนาทักษะทางภาษา การคิดเชิงคณิตศาสตร์ และการแก้ปัญหา

      • ส่งเสริมความสามารถในการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่มีความสนุกสนาน

    3. ส่วนประกอบของสารนิทัศน์อนุบาล:

      • กิจกรรมทางการเรียนรู้ เช่น การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน การนับจำนวน

      • การพัฒนาทักษะทางสังคม เช่น การแบ่งปัน การร่วมมือกัน การเข้าใจผู้อื่น

      • การพัฒนาทักษะทางอารมณ์ เช่น การเข้าใจความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น

      • กิจกรรมทางศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ เช่น การวาดภาพ การเล่นดนตรี การทำงานประดิษฐ์

      • การพัฒนาทักษะทางร่างกาย เช่น การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย

    4. ตัวอย่างของสารนิทัศน์อนุบาล:

      • แผนการสอนรายสัปดาห์หรือรายเดือน ที่มีกิจกรรมต่างๆ ที่เด็กๆ สามารถเรียนรู้จากการทำ

      • แบบฝึกหัด ที่กระตุ้นการพัฒนาทักษะด้านต่างๆ เช่น แบบฝึกหัดการเขียน การอ่าน หรือการนับ

    5. การนำเสนอสารนิทัศน์อนุบาลในการสัมมนา:

      • ทำความเข้าใจถึงลักษณะและโครงสร้างของสารนิทัศน์อนุบาล

      • ยกตัวอย่างการจัดกิจกรรมและการออกแบบแผนการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับเด็กวัยอนุบาล

      • วิเคราะห์วิธีการสื่อสารและการประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กในระดับอนุบาล


    การเรียนครั้งที่2

     

    สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย

    Documentation for Young Children

    สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย (Documentation for Young Children) หมายถึง การจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา อีกทั้งยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วย

    สารนิทัศน์สำคัญอย่างไร?

    การจัดทำสารนิทัศน์ (Documentation) เป็นการจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานหรือแสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญ เติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลที่บันทึกเป็นระยะๆ จะเป็นข้อมูลอธิบายภาพเด็ก สามารถบ่งบอกถึงพัฒนาการทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา สารนิทัศน์เป็นการประมวลผลที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอนของครูและร่องรอยผลงานของเด็ก จากการทำกิจกรรมที่สะท้อนถึงพัฒนาการในด้านต่างๆ การ จัดทำสารนิทัศน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวัดและประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งมีหลายรูปแบบได้แก่

    • พอร์ตโฟลิโอสำหรับเด็กเป็นรายบุคคล เช่น การเก็บชิ้นงานหรือภาพถ่ายเด็กขณะทำกิจกรรม มีการใช้แถบ บันทึก เสียง แถบบันทึกภาพแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในงานที่เด็กทำ เป็นต้น
    • การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ เช่น การสอนแบบโครงการ (Project Approach)สามารถให้สารนิทัศน์เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กทุกด้าน ทั้งประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กและการสะท้อนตนเองของครู รูปแบบการบรรยายเรื่องราวจึงมีหลายรูปแบบ อาจได้จากการบันทึกการสนทนาระหว่างเด็กกับครู เด็กกับเด็ก การบันทึกของครู การบรรยายของพ่อแม่ผู้ปกครองในรูปแบบหนังสือหรือจดหมาย แม้กระทั้งการจัดแสดงบรรยายสรุปให้เห็นภาพการเรียนรู้ทั้งหมดการสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการ การบันทึกสั้น เป็นตัน
    • การสะท้อนตนเองของเด็ก เป็นคำพูดหรือข้อความที่สะท้อนความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึกจากการสนทนาการอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเด็กขณะทำกิจกรรม ซึ่งอาจบันทึกด้วยแถบบันทึกเสียงหรือแถบ บันทึกภาพ

    ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม ที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ ความสามารถ ทักษะจิตนิสัยของเด็ก การเขียนและผล งานศิลปะ อย่างไรก็ตามครูควรเก็บผลงานหลากหลายประเภทของเด็ก เช่น ภาพเขียน การ ร่วมระดมความคิดและเขียนออกมาในลักษณะใยแมงมุม การแสดงออกทางดนตรี การก่อสร้างในรูปแบบ ต่างๆ ตัวอย่างภาษาพูด เป็นต้น นอกจากการเก็บข้อมูลหลักฐานเพื่อประเมินการเรียนรู้และประเมิน พัฒนาการของเด็กปฐมวัยข้างต้นแล้ว สารนิ ทัศน์ยังมีประโยชน์ต่อการพัฒนาครู ซึ่งประเภทของหลักฐานในพอร์ตโฟลิโอของครูรายบุคคลที่ควรใช้พัฒนา การสอนมี 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้หลักฐานการสอนเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็ก

    หลักฐานการสอนเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กที่เป็นภาพรวมของชั้นเรียน ได้แก่ ผลงานภาษาเขียน รายชื่อหนังสือ ผลงานที่เป็นสัญลักษณ์สื่อความคิดที่เรียบเรียงได้ ผลงานศิลปะและหัตถกรรมของเด็ก ตัวอย่างหรือภาพถ่ายงานประดิษฐ์ ภาพถ่าย เทปบันทึกเสียงหรือวีดิทัศน์ที่แสดงปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ความ สามารถทางดนตรีและการเคลื่อนไหว คำพูดและ/หรือภาพถ่ายแสดงการแก้ปัญหา ความคิดเห็นและ/หรือความรู้สึก ต่อตนเอง ผู้อื่น ตลอดจนเหตุการณ์และสิ่งต่างๆ คำถามในเรื่องที่สงสัยหรือมีปัญหา ข้อมูลจากจดหมาย สื่อสารระหว่างบ้านกับโรงเรียน ตารางประเมินพัฒนาการของกลุ่ม

    หลักฐานการเรียนรู้ของเด็กรายบุคคล ได้แก่ คำถามและบทสนทนาระหว่างเด็กกับครูหรือเพื่อนในโอกาส ต่างๆ ตารางประเมินพัฒนาการเด็ก

    หลักฐานเกี่ยวกับการสอนของครู ได้แก่ แผนการสอนของครูและบันทึกการสังเกตการณ์การสอนของอาจารย์นิเทศ บันทึกความคิดเห็นและความรู้สึกเกี่ยวกับการสอนแต่ละครั้ง ตัวอย่างสื่อ ภาพถ่ายและวีดิทัศน์แสดงการสอนและการจัดสภาพแวดล้อม ฯลฯ รายการต่างๆจะถูกรวบรวมไว้ในพอร์ตโฟลิโอซึ่งครูฝึกสอนและอาจารย์นิเทศจะใช้วิเคราะห์ด้วยกันเพื่อปรับปรุงการสอนครั้งต่อไป ครูที่ชำนาญจะนำผลงานของเด็กมาใช้ดูพัฒนาการและกระบวนการทำงานของเด็ก ครูส่วนใหญ่มักจะเก็บผลงาน

    Tuesday, December 10, 2024

    การเรียนครั้งที่ 1

     

                             Seminar in Early Childhood Education 
                      สัมมนาทางการศึกษาปฐมวัย

    รายละเอียดของรายวิชา

    มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

    คณะศึกษาศาสตร์/หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย

    หมวดที่ 1

    ข้อมูลทั่วไป

    1. รหัสและชื่อวิชา
      EAED 4901 สัมมนาทางการศึกษาปฐมวัย
    2. จำนวนหน่วยกิต (ทฤษฎี-ปฏิบัติ-ศึกษาด้วยตนเอง)
      2 หน่วยกิต (0-4-2)
    3. หลักสูตรและประเภทของรายวิชา
      ครุศาสตรบัณฑิต วิชาเอกบังคับ
    4. อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาและอาจารย์ผู้สอน
      ดร. จินตนา สุขสำราญ
    5. ภาคการศึกษา/ชั้นปีที่เรียน
      ภาคการศึกษาที่ 2 / ชั้นปีที่ 3
    6. รายวิชาที่ต้องเรียนมาก่อน (Pre-requisite) (ถ้ามี)
    7. วิชาที่ต้องเรียนพร้อมกัน
      ไม่มี
    8. สถานที่เรียน
      กลุ่ม 101 วันพุธ เวลา 8:30-12:30 ห้อง 36-0508
    9. วันที่จัดทำหรือปรับปรุงรายละเอียดของรายวิชาครั้งล่าสุด

    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567

    1. คำอธิบายรายวิชา

    EAED 4901 สัมมนาทางการศึกษาปฐมวัย 2(0-4-2)

    Seminar in Early Childhood Education

    วิเคราะห์เลือกหัวข้อสัมมนาและ วางแผน ออกแบบการจัดกิจกรรมสัมมนาตามหัวข้อที่เลือก

    ออกแบบประเมินเพื่อใช้ในการจัดกิจกรรม ทดลองจัดสัมมนา เพื่อค้นหาคำตอบของทุนมนุษย์ในโลกอนาคตวางแผน ทบทวน และออกแบบการดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยในการเตรียมสู่โลกอนาคต และออกแบบการสอนของครูตามการเปลี่ยนแปลงของวิถีโลกอนาคต สะท้อนคิดเพื่อให้มีทักษะในการออกแบบโปรแกรมการ ดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยร่วมกับครอบครัว ชุมชน สังคม และท้องถิ่น ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยสู่โลกอนาคตได้อย่างรอบด้านและต่อเนื่อง สะท้อนคิดประยุกต์ใช้ความรู้หลักการทำงานเชิงอนาคตในการสร้างทุนมนุษย์สำหรับเด็กปฐมวัยสู่โลกอนาคตที่ทันสมัย และสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นครูที่ดี มีความรอบร้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

    สารนิทัศประเมินเด็กได้จริงหรือ 19/มีนาคม/68

    สรุป สารนิทัศน์ (Portfolio) เป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินการเรียนรู้ของเด็ก โดยจะบันทึกผลงานและกิจกรรมต่างๆ ของเด็กตลอดเวลา เพื่อสะท้อนถึงพัฒน...