Monday, April 7, 2025

สารนิทัศประเมินเด็กได้จริงหรือ 19/มีนาคม/68




สรุป สารนิทัศน์ (Portfolio) เป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินการเรียนรู้ของเด็ก โดยจะบันทึกผลงานและกิจกรรมต่างๆ ของเด็กตลอดเวลา เพื่อสะท้อนถึงพัฒนาการและความสามารถของเด็กในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเรียนรู้ที่เป็นกระบวนการต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประเมินได้เห็นภาพรวมของพัฒนาการเด็กในระยะยาวมากกว่าการประเมินจากผลการทดสอบในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงครั้งเดียว
 การสะท้อนหรือการไตร่ตรองสารนิทัศน์ เป็นการสะท้อนที่มีความหมายต่อกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่คำ นึ่งถึงวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ดังนั้นการใช้คำหรือข้อความที่สะท้อนผลงานในสารนิทัศน์   จึงควรเป็นการสะท้อนกระ บวนการเรียนรู้ที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวัดและประเมินพัฒนา การเด็กปฐมวัย

 

Tuesday, April 1, 2025

การเรียนครั้งที่14

 


  • สัมมนาเชิงปฏิบัติการ "สร้างสรรค์ 3 มิติในโลกกราฟฟิก" มุ่งเน้นการสอนและฝึกทักษะการออกแบบกราฟิก 3 มิติ โดยให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เด็กปฐมวัยสามารถเรียนรู้และเข้าใจการออกแบบในรูปแบบ 3 มิติได้อย่างสนุกสนาน ผู้สอนสามารถนำกิจกรรมที่สร้างขึ้นไปปรับใช้ในการเรียนการสอนในอนาคตเพื่อพัฒนา ทักษะการคิดสร้างสรรค์ และ การใช้เทคโนโลยี ของเด็กเด็กจะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณค่า ผ่านกิจกรรมที่เสริมสร้างทั้ง ทักษะเชิงวิทยาศาสตร์ และ การคิดแก้ปัญหา






  • ลักษณะทั่วไปของ Gen Z:

    • อายุ: Gen Z คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 2540 ถึง 2552 (ประมาณปี 1997-2012) ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ปัจจุบันอยู่ในช่วงวัยเรียนหรือกำลังก้าวเข้าสู่การทำงาน

    • ลักษณะพฤติกรรม: Gen Z เติบโตในยุคดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต เป็นรุ่นที่ใช้เทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยมักมีการเชื่อมต่อออนไลน์ตลอดเวลา

  • เทคโนโลยีที่เติบโตมาพร้อมกับ Gen Z:

    • สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย: พวกเขาเติบโตมากับสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลและข่าวสารที่ทันสมัยผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น Instagram, Facebook, Twitter, TikTok และ Snapchat

    • การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล: การใช้ข้อความ (Texting) และวิดีโอคอล เช่น Facebook Messenger, WhatsApp และการส่งข้อความผ่าน Instagram หรือ TikTok เป็นวิธีการสื่อสารที่พวกเขาคุ้นเคย

  • สไตล์การแต่งตัวของ Gen Z:

    • Normcore: Gen Z นิยมสไตล์การแต่งตัวที่เรียบง่ายและสะดวกสบาย ไม่เน้นแบรนด์หรือความหรูหรา เช่น การใส่เสื้อผ้าที่ไม่มีโลโก้หรือเป็นสไตล์พื้นฐาน (Basic) และเน้นความสะดวกในการใช้งาน

    • แฟชั่น Y2K: สไตล์แฟชั่นจากยุค 2000 ที่กลับมาได้รับความนิยม เช่น เสื้อผ้าทรงหลวม กางเกงยีนส์ขาบาน และเสื้อยืดลายกราฟิก ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเทรนด์แฟชั่นในช่วงปี 2000

  • การแสดงออกถึงตัวตนของ Gen Z:

    • เสื้อผ้ามือสองและ DIY: Gen Z มักเลือกเสื้อผ้าที่สะท้อนถึงตัวตนและความคิดสร้างสรรค์ เช่น เสื้อผ้ามือสองจากร้านขายของเก่า หรือการทำเสื้อผ้าด้วยตัวเอง (DIY) ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นตัวของตัวเองและการต่อต้านการบริโภคแบบมวลชน

    • การแสดงออกผ่านโซเชียลมีเดีย: พวกเขามักใช้โซเชียลมีเดียเพื่อแสดงออกถึงความคิดเห็นและความสนใจต่างๆ เช่น การแบ่งปันงานศิลปะ หรือการแต่งตัวในแบบที่สะท้อนถึงค่านิยมและตัวตน

  • การใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย:

    • TikTok และ Instagram: เป็นแพลตฟอร์มที่ Gen Z นิยมใช้ในการสื่อสารและแบ่งปันข้อมูล โดยเฉพาะ TikTok ที่มีฟีเจอร์วิดีโอสั้นและท้าทายที่ตอบโจทย์ความสนใจของพวกเขา

    • สื่อสารและรับข้อมูล: Gen Z ใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อรับข้อมูล ข่าวสาร และความบันเทิง ซึ่งสะดวกและเข้าถึงได้ง่าย

  • ความคาดหวังในการทำงานของ Gen Z:

    • การทำงานที่ยืดหยุ่น: Gen Z มักจะให้ความสำคัญกับการทำงานที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับการใช้ชีวิตที่สมดุล พวกเขามักสนใจในโอกาสทำงานจากที่บ้าน (remote work) หรือการทำงานที่สามารถปรับเวลาได้

    • ความสำคัญกับค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร: พวกเขามักให้ความสำคัญกับองค์กรที่มีค่านิยมที่ตรงกับความเชื่อและความมุ่งมั่นของตัวเอง เช่น ความหลากหลาย (Diversity), การสนับสนุนสิทธิมนุษยชน, และการสร้างสังคม

  • การเรียนครั้งที่13


     

    1. การคิดเชิงตรรกะ: เด็กๆ จะได้เรียนรู้การคิดอย่างมีระเบียบ เช่น การแยกแยะสิ่งของตามลักษณะต่างๆ และการทำกิจกรรมที่ช่วยฝึกทักษะการคิดเชิงตรรกะ เช่น การจับคู่รูปภาพหรือการทำกิจกรรมตามลำดับ

    2. การแก้ปัญหา: ผ่านเกมและกิจกรรมที่ท้าทายเด็กให้คิดหาวิธีแก้ไข เช่น การแก้ปริศนา หรือการหาวิธีทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ

    3. การสร้างสรรค์: การใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เช่น การสร้างรูปภาพหรือโปรเจคเล็กๆ จากบล็อก เพื่อฝึกทักษะการคิดสร้างสรรค์

    4. การใช้เทคโนโลยี: สอนเด็กๆ ให้คุ้นเคยกับการใช้แอปพลิเคชันที่เหมาะสมกับวัย เช่น Scratch Junior ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยสอนการเขียนโปรแกรมพื้นฐาน

    5. การทำงานเป็นกลุ่ม: เด็กๆ จะได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันในกลุ่ม เช่น การช่วยกันสร้างเกมหรือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน

    การนำความรู้จากโครงการ "Coding คิดได้เล่น" ไปใช้ในการสอนเด็กอนุบาลจะช่วยเสริมสร้างทักษะทางความคิด การแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีม ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับวัย

    Wednesday, March 19, 2025

    การเรียนครั้งที่12

     


    โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ STEM FUN & LEARN: สนุกคิดสนุกสร้าง เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะและความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานและมีส่วนร่วม เพื่อกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้และสนุกกับการคิด การสร้าง และการทดลองด้วยตัวเอง

    1. วิทยาศาสตร์ (Science): การเรียนรู้เกี่ยวกับโลกและธรรมชาติ เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เป็นต้น

    2. เทคโนโลยี (Technology): การศึกษาเกี่ยวกับเครื่องมือและเครื่องจักรที่ช่วยในการพัฒนาชีวิตประจำวัน รวมถึงการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ

    3. วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering): การออกแบบและสร้างสิ่งต่าง ๆ ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เช่น การสร้างสะพาน รถยนต์ หรือเครื่องจักรต่าง ๆ

    4. คณิตศาสตร์ (Mathematics): การใช้คณิตศาสตร์ในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น การคำนวณ การใช้สมการ และการวิเคราะห์ข้อมูล

    ความสำคัญของ STEM:

    • ช่วยพัฒนา ทักษะการคิดวิเคราะห์ และ การแก้ปัญหา ที่จำเป็นในการเผชิญกับปัญหาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    • กระตุ้นให้เกิด ความคิดสร้างสรรค์ และ การทำงานเป็นทีม

    • สร้างความเข้าใจและ การประยุกต์ใช้ความรู้ ในชีวิตจริงและอาชีพ

    • เตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนในด้าน อาชีพในอนาคต ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ

    Wednesday, March 12, 2025

    การเรียนครั้งที่11

     



    ทักษะ EF (Executive Function) หรือทักษะการควบคุมการทำงานทางสมอง คือ กลุ่มทักษะที่สำคัญในการคิด การตัดสินใจ และการควบคุมพฤติกรรมของตัวเองในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยทักษะ EF จะช่วยให้บุคคลสามารถตั้งเป้าหมาย วางแผน และจัดการกับการกระทำของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    1. ความหมายของทักษะ EF

    ทักษะ EF หมายถึง กลุ่มทักษะทางจิตที่เกี่ยวข้องกับการคิด การควบคุมการกระทำ การตัดสินใจ และการวางแผน ทักษะเหล่านี้มีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การควบคุมอารมณ์ การวางแผน การตัดสินใจ การจัดการเวลา การแก้ปัญหา และการคำนึงถึงผลลัพธ์ของการกระทำต่าง ๆ

    2. ความสำคัญของทักษะ EF

    ทักษะ EF สำคัญอย่างยิ่งในหลายด้าน เช่น

    • ช่วยในการตัดสินใจที่ดี

    • ช่วยให้สามารถจัดการกับความเครียดและอารมณ์ได้

    • ช่วยในการตั้งเป้าหมายและการวางแผน

    • ช่วยพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการแก้ปัญหา

    • ทักษะ EF มีบทบาทในด้านการศึกษาและการทำงาน เพราะสามารถช่วยให้คนมีความรับผิดชอบมากขึ้นในสิ่งที่ทำ

    3. องค์ประกอบของทักษะ EF

    ทักษะ EF สามารถแบ่งออกเป็นหลายองค์ประกอบหลัก ได้แก่

    • การควบคุมตนเอง (Self-regulation): การควบคุมพฤติกรรม การรับมือกับอารมณ์ และการตั้งเป้าหมาย

    • การวางแผนและการจัดระเบียบ (Planning and Organization): การตั้งเป้าหมายระยะยาวและการวางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

    • การตัดสินใจ (Decision-making): การเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดจากหลายตัวเลือก

    • การยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility): การปรับตัวเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ ๆ หรือเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด

    • ความสามารถในการจดจำงานที่ต้องทำ (Working Memory): การเก็บข้อมูลที่สำคัญเพื่อใช้ในการตัดสินใจหรือแก้ปัญหา

    4. การนำองค์ประกอบของทักษะ EF ไปใช้ในกิจกรรม

    การออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับทักษะ EF จะช่วยเสริมสร้างทักษะเหล่านี้ได้ เช่น การใช้กิจกรรมที่ต้องใช้การวางแผน การจัดระเบียบ การตัดสินใจ หรือการจัดการอารมณ์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงและการสอนในอนาคตได้

    Wednesday, March 5, 2025

    การเรียนครั้งที่10



     การจัดสัมมนาครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจและมีประโยชน์มากๆ ค่ะ การนำภาษาอังกฤษมาประยุกต์ใช้ในการสอนเด็กปฐมวัยเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะมันช่วยให้เด็กๆ สามารถเรียนรู้คำศัพท์และประโยชน์จากภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่ยังเล็ก นอกจากการเรียนรู้คำศัพท์แล้ว กิจกรรมต่างๆ ที่มีความสนุกสนานและกระตุ้นการคิดของเด็ก เช่น การจัดกิจกรรม "อักษรสัมพันธ์" ก็เป็นวิธีที่ดีในการทำให้เด็กๆ รู้จักและจดจำคำศัพท์ใหม่ๆ

    กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเด็กส่วนใหญ่ชอบสัตว์และสามารถเชื่อมโยงคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น การใช้กิจกรรมที่มีความสนุกและมีประสบการณ์จริงในการเรียนรู้ก็ช่วยให้เด็กเข้าใจและจดจำได้ดียิ่งขึ้น

    Saturday, March 1, 2025

    การเรียนครั้งที่9




     การสัมมนาครั้งนี้ที่เกี่ยวกับโครงการ "บ้านนักวิทยาศาสตร์" ถือเป็นโอกาสที่ดีในการส่งเสริมความสนใจและความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับปฐมวัย โดยมุ่งเน้นที่การเรียนรู้ที่ไม่ใช่แค่การอ่านหรือการฟังเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทดลองและการคิดอย่างนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญดังนี้:
    1. ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กระดับชั้นปฐมวัยได้มีประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์
      การทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ในช่วงวัยนี้จะช่วยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ในเรื่องต่างๆ เช่น ธรรมชาติ, การเปลี่ยนแปลง, หรือปฏิกิริยาทางเคมีผ่านการทดลองที่สนุกสนาน

    2. ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กระดับปฐมวัยได้ฝึกการสังเกตและคิดหาคำตอบด้วยตนเอง
      การสอนให้เด็กคิดหาคำตอบจากการสังเกตและการทดลองเป็นวิธีที่ดีในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การตั้งคำถาม และการหาคำตอบ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการฝึกทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    3. วางรากฐานระยะยาวในการสร้างนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ
      การปลูกฝังความรักและความสนใจในวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็กจะเป็นการสร้างรากฐานให้กับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรในอนาคต ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญในอนาคต

    4. พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์โดยใช้สื่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
      การใช้สื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมและสนุกสนานสามารถช่วยให้การเรียนวิทยาศาสตร์มีความน่าสนใจและเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น เช่น การใช้เครื่องมือทดลองที่เหมาะสม การสร้างกิจกรรมที่ให้เด็กๆ ได้ลงมือทำจริง



    สารนิทัศประเมินเด็กได้จริงหรือ 19/มีนาคม/68

    สรุป สารนิทัศน์ (Portfolio) เป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินการเรียนรู้ของเด็ก โดยจะบันทึกผลงานและกิจกรรมต่างๆ ของเด็กตลอดเวลา เพื่อสะท้อนถึงพัฒน...